ไอสไตน์/พระพุทธเจ้ากับสุดยอดสมการ
posted on 03 Mar 2008 20:50 by zoobanditสมการต่อไปนี้เป็นสมการที่แสดงถึงสิ่งต่างๆที่ไอสไตน์อธิบายได้เหมือนที่พระพุทธเจ้าอธิบาย
ขัณธ์๕
คือ"ร่างกายและจิตใจ"นั่นเอง
ประกอบด้วย รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาญ
รูป - ร่างกาย(รวมถึงพฤติกรรมของร่างกายเช่น หายใจ)
เวทนา - ความรู้สึกที่เกิดขึ้นต่อสิ่งที่รับรู้มี3อย่างคือ
ความรู้สึกสุข(สุขเวทนา)
ความรู้สึกทุกข์(ทุกขเวทนา)
ความรู้สึกเฉยๆ(อุเบกขเวทนา)
สัญญา - การแยกแยะว่าอะไรเป็นอะไร(อาจจะเป็นขั้นต่อของเวทนา)
สังขาร - สิ่งที่กระตุ้นผลักดันการกระทำของมนุษย์(ผลรวมของการรับรู้[วิญญาญ]ความรู้สึก[เวทนา]ความจำได้ [สัญญา]
เช่น
เห็นแก้ว(วิญญาญ)รู้สึกว่าสวยดี(เวทนา)จำติดตาว่าเป็นกลมๆใสๆ(สัญญา)และอยากได้จึงหยิบมา(สังขาร)
วิญญาญ
การรับรู้จากประสาททั้ง๕คือ
ทางตา(จักขุวิญญาญ),จมูก(ฆานวิญญาญ),หู(โสตวิญญาญ),ลิ้น(ชิวหาวิญญาญ),กาย(กายวิญญาญ),
จิตใจ(มโนวิญญาญ)
อายตนะที่เกี่ยวกับวิญญาญ ที่ประกอบด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พวกนี้ทางพระพุทธจะเรียก
ว่า"อายตนะภายใน"
ส่วนที่ประกอบด้วย รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ พวกนี้เรีกว่า"อายตนะภายนอก"
เมื่ออายตนะทั้งในและนอกมาบรรจบกันแล้วก็จะเกิดการรับรู้(หรือวิญญาญ)
***อยากรู้จักทำไมมันไม่สลับกัน เอาพวกตานี่เป็นภายนอกใจเป็นภายใน***
เอาล่ะทีนี้มาดูสมการกันดีกว่าว่าเขียนยังไง
นี่คือ"สมการ"ของพระพุทธเจ้า
ที่จริงแล้ว หลักการของไอน์สไตน์ในเรื่อง มวลกับพลังงาน ก็สามารถนำมาพูดเทียบเคียงกับสมการดังกล่าวข้างต้น ปัญญาชนทุกคนล้วนรู้จัก e=mc2 ซึ่งเป็นสูตรที่นำมาสร้างระเบิดปรมณู ดิฉันดูสารคดีที่อังกฤษเกี่ยวกับสมการนี้ของไอน์สไตน์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษท่านหนึ่งพูดว่า ไอน์สไตน์เป็นคนแรกที่พูดออกมาอย่างชัดเจนว่า พลังงาน หรือ e (energy) กับมวล หรือ m (mass) เป็นสิ่งเดียวกัน แต่ต่างรูปแบบเท่านั้น ฉะนั้น ถ้าเราไม่พูดเรื่องการสร้างพลังงานนิวเคลียร์อันเป็นผลจากปฏิกิริยาลูกโซ่ และเลือกพูดแต่ความคิดหลัก ๆ ของไอน์สไตน์ที่สามารถประสานกับความรู้ของพระพุทธเจ้าได้แล้วละก็ เราสามารถเอาความเร็วของแสงยกกำลังสอง หรือ c2 ออกไป สมการที่เหลือจึงได้
e=m
energy = mass
พลังงาน = มวล
นาม = รูป ความคิด ความจำ
ความรู้สึก = ภาพ (รูป) เสียง กลิ่น รส สัมผัส
นามธรรม = รูปธรรม
โลกภายใน = โลกภายนอก
ฉะนั้น คุณจะเห็นว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าได้อธิบายนั้นเป็นเรื่องเดียวกับที่ไอน์สไตน์ค้นพบภายหลังพระพุทธเจ้าถึง ๒๕๐๐ กว่าปี นั่นคือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็คือ มวล ที่มีค่าเหมือนกับความคิด ความจำ ความรู้สึก อันเป็นส่วนของพลังงาน
คำว่า รูป ที่เขียนคู่กับ นาม ของพระพุทธเจ้านั้น ต่างจากความหมายของ รูป อันเป็นสิ่งที่เห็นได้ทางตา หรือ ภาพ “รูป” คำใหญ่ที่เขียนคู่กับ “นาม” นั้น มีความหมายกว้างมาก ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ มีความหมายเหมือนกับคำว่า “ธรรม” แต่เป็นทุกอย่างของโลกภายนอกในเชิงกายภาพ จึงมีคำใช้ที่เหมาะเจาะว่า “รูปธรรม” คือทุกสิ่งทุกอย่างในฝ่ายกายภาพหรือฝ่ายรูป ฉะนั้น ถ้าจะกระจายคำว่า รูป ก็จะแยกรายละเอียดออกมาเป็น ภาพ (รูป) เสียง กลิ่น รส สัมผัส ซึ่งตรงกับสมการด้านบนที่เขียนไปแล้ว เมื่อ “รูปธรรม” เหล่านี้เข้าไปในใจของเราแล้ว ก็กลายเป็นธรรมชาติฝ่ายนามของโลกภายใน หรือ “นามธรรม” คือ ทุกสิ่งทุกอย่างในส่วนที่จับต้องไม่ได้ ที่มีอยู่ในรูปกายของเรา ก็จะแยกรายละเอียดออกมาเป็น ความคิด ความจำ ความรู้สึก ดังสมการด้านบน เช่นกัน
.......
เมื่ออ่านมาถึงบรรทัดนี้ความคิดคุณอาจจะเป็น"เอ็งพล่ามเชี่ยอะไรของเอ็ง"
คือผมกำลังจะบอกว่าถ้าเราทำความเข้าใจเรื่องธรรมะได้ก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่แก้ไม่ได้
"วิทยาศาสตร์แก้ไม่ได้พระพุทธศาสนาแก้ได้"
edit @ 3 Mar 2008 21:31:07 by TingTongRPG_ZooBandit